แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขาวใส แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขาวใส แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2558

พฤติกรรมการซื้อผลิตภัณฑ์ครีมปรับสีผิวขาวของพนักงานบริษัทเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร

พฤติกรรมการซื้อผลิตภัณฑ์ครีมปรับสีผิวขาวของพนักงานบริษัทเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร

จากบทวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ขายตรงของเอแบคในปี 2554 ระบุว่า ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ คือ 1 ใน 3 ประเภทสินค้ายอดนิยมของตลาด ณ ปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับรายงานในระดับสากลที่ได้สำรวจมูลค่าตลาดรวมของสินค้าสกินแคร์ว่า ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อปี โดยมีอัตราเติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 7 ในแต่ละปี และคาดการณ์ว่า สินค้ากลุ่มสกินแคร์จะมีมูลค่าตลาดรวมสูงถึง 55,000 ล้านบาทต่อปี ภายในปี 2557 ซึ่งสินค้ายอดนิยมในกลุ่มนี้ คือ กลุ่มผลิตภัณฑ์ปรับสีผิวขาว (Whitening) และกลุ่มสินค้าลดริ้วรอย (Anti-aging)

ดังนั้น จากการศึกษากลุ่มผลิตภัณฑ์ปรับสีผิวขาว (Whitening) เป็นที่นิยมต่อผู้บริโภค ผู้วิจัย (ปนัดดา หะมณี) ที่ได้เห็นความสำคัญของกลุ่มผลิตภัณฑ์ปรับสีผิวขาว (Whitening) จึงได้ศึกษาถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อผลิตภัณฑ์ครีมปรับสีผิวขาวของพนักงานบริษัทเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร เนื่องจาก พนักงานบริษัทเอกชนในเขตกรุงเทพมหานครเป็นกลุ่มตัวอย่างที่มีกำลังในการซื้อสูง เป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์ปรับสีผิวขาว (Whitening)

การวิจัยครั้งนี้ มีความมุ่งหมาย เพื่อศึกษาพฤติกรรมการซื้อผลิตภัณฑ์ครีมปรับสีผิวขาวของพนักงานบริษัทเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร จำแนกตามลักษณะส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ อาชีพ รายได้ ระดับการศึกษา และลักษณะผิวพรรณ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติด้านผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ลักษณะผลิตภัณฑ์ประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ รูปแบบบรรจุภัณฑ์ ความหลากหลายของสินค้า และการรับรองคุณภาพและศึกษาความสัมพันธ์ของการรับรู้ในความคุ้มค่ากับพฤติกรรมการซื้อผลิตภัณฑ์ครีมปรับสีผิวขาวของพนักงานในเขตกรุงเทพมหานคร ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ พฤติกรรมการซื้อครีมปรับสีผิวขาวของพนักงานบริษัทเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร พบว่า ความถี่ในการซื้อครีมปรับสีผิวขาวต่อเดือน ต่ำสุดคือ ไม่ได้ซื้อเลย และสูงสุด 11 ครั้งต่อเดือน และโดยเฉลี่ยประมาณ 1 ครั้งต่อเดือน จำนวนครีมปรับสีผิวขาวที่ซื้อในแต่ละครั้ง พบว่า ซื้อครีมปรับสีผิวขาว ต่ำสุด คือ ไม่ได้ซื้อเลย และสูงสุด 6 ขวด/กระปุกต่อครั้ง และโดยเฉลี่ยประมาณ 1 ขวด/กระปุกต่อครั้ง จำนวนเงินที่ซื้อครีมปรับสีผิวขาวต่อครั้ง พบว่า จำนวนเงินที่ต่ำสุด 80 บาทต่อครั้ง และสูงสุด 6,000 บาทต่อครั้ง และโดยเฉลี่ยการซื้อครีมปรับสีผิวขาวประมาณ 803.89 บาทต่อครั้ง ส่วนใหญ่ซื้อผลิตภัณฑ์ครีมปรับสีผิวขาว เช่น ห้างสรรพสินค้า จำนวน 260 คน คิดเป็นร้อยละ 65.0 ส่วนใหญ่ซื้อผลิตภัณฑ์โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์จำนวน 209 คน คิดเป็นร้อยละ 52.3 บุคคลที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ ส่วนใหญ่ คือ ตนเอง จำนวน 288 คน คิดเป็นร้อยละ 72.0 เหตุผลที่สำคัญที่สุดในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ พบว่า ส่วนใหญ่มีเหตุผลในการเลือกซื้อที่สำคัญที่สุด คือ เพื่อรักษาผิวหน้าขาวใส และเปล่งปลั่ง จำนวน 165 คน คิดเป็นร้อยละ 41.3 แนวโน้มที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ครีมผิวขาวยี่ห้อเดิมตลอดไปหรือไม่ พบว่า ระดับความคิดเห็นอยู่ซื้อค่อนข้างแน่นอนโดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.51

พนักงานบริษัทเอกชนที่มีลักษณะผิวพรรณใบหน้าแตกต่างกันมีพฤติกรรมการซื้อผลิตภัณฑ์ครีมปรับสีผิวขาว ด้านจำนวนเงินที่ซื้อครีมปรับสีผิวขาว (บาทต่อครั้ง) แตกต่างกัน โดยพนักงานบริษัทเอกชนที่มีลักษณะผิวแพ้ง่าย มีพฤติกรรมการซื้อผลิตภัณฑ์ครีมปรับสีผิวขาวด้านจำนวนเงินที่ซื้อครีมปรับสีผิวขาวมากที่สุด เพราะผิวแพ้ง่ายเป็นผิวที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษและผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแพ้ง่ายมีราคาแพง ซึ่งทำให้พฤติกรรมการซื้อผลิตภัณฑ์ครีมปรับสีผิวขาว ด้านจำนวนเงินที่ซื้อครีมปรับสีผิวขาวมากที่สุด สำหรับด้านการรับรองคุณภาพของสินค้ามีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการซื้อผลิตภัณฑ์ครีมปรับสีผิวขาวด้านจำนวนเงินที่ซื้อครีมปรับสีผิวขาว โดยตัวแปรทั้งสองมีความสัมพันธ์เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพราะการรับรองคุณภาพจัดอยู่ในศักยภาพเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคสอดคล้องกับแนวคิดของ Kotler Phillip and Gary Armstrong (2001) กล่าวว่า ลักษณะของผลิตภัณฑ์มี 5 ระดับ ได้แก่ (1) ผลิตภัณฑ์หลัก (2) รูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ (3) ผลิตภัณฑ์ที่คาดหวัง (4) ผลิตภัณฑ์ควบ (5) ศักยภาพเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจของผู้ซื้อโดยยอมจ่ายเงินที่มากกว่าเพื่อใช้สินค้าที่ผ่านการรับรองคุณภาพและเมื่อใช้แล้วได้ผลก็ยินดีที่จะซื้อมาใช้อีก

สำหรับการรับรู้ความคุ้มค่าผลิตภัณฑ์ครีมปรับสีผิวขาวมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการซื้อผลิตภัณฑ์ครีมปรับผิวขาว ด้านจำนวนเงินที่ซื้อครีมปรับสีผิวขาว โดยตัวแปรทั้งสองมีความสัมพันธ์เป็นไปในทิศทางเดียวกันในระดับต่ำ และด้านแนวโน้มจะซื้อผลิตภัณฑ์ครีมปรับสีผิวขาวยี่ห้อเดิมตลอดไป โดยตัวแปรทั้งสองมีความสัมพันธ์เป็นไปในทิศทางเดียวกันในระดับต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ Monroe, K. B., & Grewal, D. (1991) ซึ่งกล่าวว่า ตราสินค้าส่งผลต่อการรับรู้ตราสินค้าของผู้บริโภค การรับรู้คุณภาพของผลิตภัณฑ์ การรับรู้คุณค่า ตามลำดับ และส่งผลต่อความต้องการซื้อของผู้บริโภค ชื่อของร้านค้ามีผลต่อการรับรู้ชื่อเสียงของร้านการรับรู้คุณภาพของผลิตภัณฑ์ การรับรู้คุณค่าตามลำดับ


ดังนั้น ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายควรพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมและเป็นไปตามความต้องการของผู้บริโภคส่วนใหญ่ ซึ่งจัดเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายส่วนใหญ่โดยเฉพาะให้เหมาะกับรายได้ การศึกษา สภาพผิวหน้าและลักษณะผิวหน้า ซึ่งลักษณะผิวพรรณ พบว่า ผิวแพ้ง่าย จะมีพฤติกรรมการซื้อผลิตภัณฑ์ครีมปรับสีผิวขาวด้านจำนวนเงินที่ซื้อครีมปรับสีผิวขาวมากที่สุด เพราะผิวแพ้ง่ายเป็นผิวที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษและผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแพ้ง่ายมีราคาแพง ดังนั้น ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายควรให้ความสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ วางแผนการตลาด และการผลิตให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้า โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าให้เหมาะสมโดยเน้นสินค้าที่มีความพรีเมี่ยม และเน้นการวิจัยถึงสรรพคุณที่สามารถนำมาใช้เพื่อส่งเสริมการตลาดโดยเฉพาะกลุ่มที่มีการศึกษาสูงกว่าระดับปริญญาตรี นอกจากนี้ ผู้ผลิตต้องให้ความสำคัญการเลือกใช้วัตถุดิบในการผลิตโดยเน้นวัตถุดิบที่ระคายเคืองต่อผิวพรรณน้อยที่สุด

นวพร เอี่ยมธีระกุล
Email : info@yanincosmeticbangkok.com
สอบถามเพิ่มเติม 0816518088 

วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เมื่อ กระ ฝ้า ทำหน้าหมอง

เมื่อกระ ฝ้า ทำหน้าหมอง

ผิวหน้าเนียนใสปราศจากรอยด่างดำ สาว ๆ ก็อยากเป็นผู้ครอบครอง แต่จะทำอย่างไรล่ะ สมมุติบนใบหน้าของเจ้ามีแขกที่ไม่ได้รับเชิญอย่างกระ พร้อมด้วยฝ้า ซึ่งทำให้สาว ๆ ผู้ที่ประสบปัญหาดังกล่าวข้างต้นเกิดความกังวลใจ ร่วมกับค่านิยมในสังคมที่ชอบลักษณะใบหน้าขาวใส ไร้จุดด่างดำ

กระพร้อมด้วยฝ้านั้น เกิดจากการความพิศดารของเซลล์สร้างที่เม็ดสี ซึ่งทำหน้าที่ในการผลิตเม็ดสี (melanin) และส่งเม็ดสีขึ้นมาบนผิวหนังด้านบนเป็นจำนวนมาก แล้วจึงทำให้ความเข้มของสีผิวไม่สม่ำเสมอ หรือการเกิดผื่นสีน้ำตาลขึ้นบนใบหน้านั่นเอง โดยที่กระนั้นจะมีขนาดเล็กและขึ้นกระจายทั่วใบหน้า และบริเวณที่แตะต้องแสงแดดเป็นประจำ ทั้งนี้ก็อาจเกิดจากพันธุกรรมร่วมด้วย ในบางคนก็เริ่มมีกระขึ้นประปรายตั้งแต่เด็ก และกระจะเพิ่มปริมาณพร้อมด้วยมีสีเข้มขึ้นตามวัยที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

เหล่าฝ้าจักแลดูเป็นรอยสีคล้ำบริเวณใบหน้า เพราะว่าเฉพาะบริเวณที่แตะต้องแสงแดด ได้แก่ โหนกแก้มทั้ง 2 ข้าง หน้าผาก จมูก เหนือริมฝีปาก มักเกิดในเพศหญิงยิ่งกว่าเพศชาย พบมากในผู้หญิงวัยกลางคน อายุประมาณการ 30-40 ปี ที่มาการเกิดฝ้ามีหลายอย่าง เช่นว่า การสัมผัสกับแสงแดด การใช้ฮอร์โมน ยารับประทานบางชนิด เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของฮอร์โมน พันธุกรรมและเชื้อชาติ และการขาดสารอาหารเป็นอาทิ

เพราะว่าในการที่จะรักษากระพร้อมด้วยฝ้าให้หายขาดนั้น เป็นเรื่องที่ยากมากทีเดียว เช่นนี้เพราะเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยที่มากระตุ้นให้เกิดกระหรือฝ้าได้อย่างจริงจัง เช่น หลีกเลี่ยงแสงแดด


ดังนั้น ทาครีมกันแดดอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ จะสามารถช่วยลดปัญหาตรงนี้ลงไปได้มากทีเดียว พร้อมด้วยรักษาโดยใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารลดเม็ดสี (Depigmentation agent) เพื่อใช้ในการปรับสีผิวให้ผิวขาวขึ้น ตัวอย่างเช่น Lactic acid เป็นต้น สารเหล่านี้จะไปยับยั้งเอนไซม์ในกระบวนการเกิดเม็ดสี จึงสามารถลดการเกิดเม็ดสีได้ ส่วนการรักษาด้วยยานั้นก็สามารถทำได้ เพียงแต่ต้องอยู่ภายใต้การแนะนำของแพทย์นะค่ะ หวังว่า สาว ๆทุกคนจะมีผิวขาวใสใสกันทั่วหน้านะคะ

นวพร เอี่ยมธีระกุล

วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

การดูแลรักษาฝ้า



“กระ” หรือ “ฝ้า” คือ รอยดำในชั้นผิวหนัง ซึ่งเกิดจากเซลล์ที่สร้างเม็ดสี
ทำงานมากผิดปกติ ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น พันธุกรรม ฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจนในเพศหญิง อาจทำให้เกิดฝ้า กระได้ในระหว่างตั้งครรภ์ หรือผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิด ที่อาจพบว่า มีฝ้าและกระได้ และความเครียด อีกทั้งการนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ และที่สำคัญ คือ แสงอุลตร้าไวโอเลต(Ultraviolet) ในแสงแดด ส่วนรอยดำบนผิวหนังซึ่งอาจเกิดจาก รอยสิว การอักเสบหรือการระคายเคืองบนใบหน้า

สำหรับการรักษาฝ้า ฟังดูแล้วมีหลักการที่ไม่ยาก คือ พยายามหาสาเหตุและป้องกันอย่าให้ฝ้าใหม่เกิดขึ้น ร่วมกับการทาครีมกันแดด แต่จริง ๆ แล้ว เวลาปฏิบัติไม่ง่ายเลย เผลอแป๊ปเดียวฝ้าก็กลับเป็นขึ้นมาอีก เมื่อไปถูกสิ่งกระตุ้น เช่น แสงแดด ยาคุมกำเนิด เป็นต้น ซึ่งการดูแลรักษาฝ้านั้น ในอันดับแรกควรหลีกเลี่ยงในช่วงเวลาที่มีรังสีอัลตราไวโอเลตมาก ๆ ควรใส่เสื้อแขนยาว เสื้อคอปิด ใส่หมวกปีกกว้างหรือกางร่ม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดฝ้า นอกจากนั้น ควรทาครีมกันแดดเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ

สิ่งที่สำคัญที่ควรตระหนัก คือ พื้นคอนกรีต พื้นทราย พื้นน้ำ สามารถสะท้อนรังสี UV เข้าสู่ผิวกายได้ แม้อยู่ใต้ชายคาบ้าน คุณก็ยังมีโอกาสได้รับแสง UV หรือแม้ในวันที่มีเมฆคลึ้มหนาก็ยังคงต้องทาครีมกันแดด เพราะเมฆคลึ้มไม่สามารถป้องกันรังสี UV ได้

ควรเลือกให้เหมาะสมกับผิวและงานหรืองานอดิเรกที่จะทำในชีวิตประจำวัน เช่น ถ้าเล่นกีฬากลางแจ้ง ต้องใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ที่สูงขึ้น หรือถ้าว่ายน้ำควรเลือกครีมกันแดดที่กันน้ำได้ ซึ่งจะมีข้อความเขียนระบุไว้ว่า “Water proof” ปกติแล้วการทาครีมกันแดด ควรทาก่อนตากแดดประมาณครึ่งชั่วโมง ถ้าตากแดดนานมากควรต้องทายากันแดดซ้ำอีก

ในปัจจุบัน พบว่า ครีมกันแดดที่มีวางขายประกอบด้วยสารกันแดด 2 ชนิด คือ
  1. สารกันแดดที่ดูดซึมรังสี UV (Chemical Sunscreen) จะแบ่งเป็นสารดูดซึมเฉพาะ UVB หรือสารที่ดูดซึมได้เฉพาะ UVA และสารที่ดูดซึมได้ทั้ง UVBและ UVA ซึ่งจะทำให้แสงไม่ผ่านเข้าไปกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสี ผิวหน้าจะขาวขึ้นหลังใช้ผลิตภัณฑ์ประมาณ 3-4 สัปดาห์ สารกันแดดในกลุ่มนี้ทาแล้วไม่มีสี หน้าจึงไม่ขาวโพลนแต่บางคนอาจจะเกิดอาการแพ้และระคายเคืองต่อผิวหนังได้
  2. สารกันแดดที่สะท้อนและกระจายแสง (Physical Sunscreen) ซึ่งสามารถสะท้อนได้ทั้ง UVB และ UVA สารเหล่านี้จะไม่เกิดอาการแพ้ แต่ทาแล้วจะทำให้หน้าขาวโพลนดูไม่เป็นธรรมชาติ ข้างหลอดของสารกันแดดทั้งสองชนิดจะระบุความสามารถในการป้องกันการไหม้แดดที่เรียกว่า SPF โดยจะกำหนดเป็นตัวเลข ซึ่งความสามารถในการป้องกันแสงแดดในที่นี้คือ หากคน ๆ หนึ่งตากแดด 30 นาที และผิวแดงแสบ ถ้าทาครีมกันแดดที่มี SPF15 หมายความว่า คน ๆ นั้น จะสามารถตากแดดได้นานเป็น 15 เท่าหรือประมาณ 7 ชั่วโมงครึ่ง โดยไม่ก่อให้เกิดอาการแดงไหม้ที่ผิว

หลักในการทาครีมกันแดด มีดังนี้
  1. เลือกใช้ครีมกันแดดที่ถูกต้อง คือ ป้องกันได้ทั้งแสงอุลตร้าไวโอเลต ชนิดA และ B (UVA และ UVB) โดยครีมกันแดดที่ดีควรมีค่า SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป และถ้าต้องอยู่กลางแจ้งนาน เช่น มีกิจกรรมกลางแดด หรือต้องสัมผัสแดดตลอดเวลา ควรเลือกใช้ค่า SPF 60 ขึ้นไป
  1. ควรทาครีมกันแดดอย่างน้อยวันละ 2 รอบ คือ เช้า และบ่าย เนื่องจากครีมกันแดดที่ใช้โดยทั่วไป มักอยู่ปกป้องผิวหน้าได้เพียง 4-5 ชั่วโมง ต่อการทา 1 ครั้ง ดังนั้น การทาครีมกันแดดตอนเช้าเพียงครั้งเดียว ไม่สามารถป้องกันแดดได้ตลอดวัน ซึ่งในช่วงบ่ายถ้าเป็นไปได้ ควรทาครีมกันแดดอีกรอบหลังล้างหน้า ซึ่งจะเห็นได้ว่า แสงอุลตร้าไวโอเลตมักจะแรงในช่วงตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น
  1. ถึงแม้ว่า จะทาครีมกันแดดแล้ว เวลาออกแดดควรใช้ร่ม หรือหมวกร่วมด้วยเสมอ เป็นการป้องกันแสงอุลตร้าไวโอเลต 2 ชั้น และความร้อนอาจทำให้ครีมกันแดดละลาย เปิดช่องว่างของใบหน้าต่อแสงแดดได้

ข้อพึงระวัง : ควรหลีกเลี่ยงการใช้ฮอร์โมนบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด หรือเครื่องสำอางบางชนิดที่มีฮอร์โมนผสมอยู่ ซึ่งจะเป็นสาเหตุในการเกิดฝ้า การรักษาฝ้าในปัจจุบันวางขายมากมายในท้องตลาด ดังนั้น ควรศึกษาส่วนประกอบและคุณภาพของครีมดังกล่าวให้ดีพอก่อนการตัดสินใจ เนื่องจาก ครีมบางชนิดไม่เกิดผลข้างเคียงในระยะแรก แต่อาจทำให้เกิดผิวบางแดง มองเห็นเส้นเลือดฝอย กลายเป็นฝ้าเส้นเลือด ซึ่งรักษาให้หายยากมากยิ่งขึ้น ผู้บริโภคบางรายกลับมีหน้าดำมากขึ้นกว่าเดิมจากการแพ้หรือจากการใช้ยาฝ้าเป็นเวลานาน ดังนั้น ควรไปรับการตรวจรักษาจากแพทย์ผิวหนังโดยตรงเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาดังกล่าว

นอกจาก การใช้ครีมกันแดดแล้ว อาจต้องใช้ครีม ยาที่ทำให้สีของฝ้าจางลงเช่น ไฮโดรควิโนน สตรีรอยด์ และกรดวิตามินเอ สารทั้งหมดดังกล่าวอาจหยุดยั้งการทำงานของเซลล์ เมลาโนไซต์ โดยที่เมลาโนไซต์ยังไม่ตาย ซึ่งการรักษาต้องทาครีม ยาทุกวันสีผิวเรียบเสมอกัน หลังจากนั้น จึงค่อย ๆ หยุดยา ถ้าหยุดครีม ยากะทันหัน ฝ้าอาจดำคล้ำขึ้นมาได้ และควรจะต้องใช้ครีมกันแดดร่วมแต่ต้องจำไว้เสมอว่า ยังไงก็ต้องหลบแดดอยู่นะค่ะ เพราะว่าแดดเมืองไทยร้อนจัดมาก

ยารักษาฝ้าที่ทางการแพทย์นิยมใช้ คือ
  1. ไฮโดรควิโนน เป็นยาในรูปแบบครีม มีความเข้มข้นร้อยละ 2 ถึง 4 ออกฤทธิ์โดยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน แต่การใช้ยาในความเข้มข้นสูงเป็นเวลานาน อาจเกิดผลข้างเคียงได้ ซึ่งได้แก่ การแพ้ระคายเคือง เกิดจุดด่างขาวที่ใบหน้า หรือผิวหนังถาวร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข จึงประกาศห้ามใช้สารนี้เป็นเครื่องสำอาง แต่ใช้ในความดูแลของแพทย์
  2. กรดวิตามินเอ ออกฤทธิ์รบกวนการส่งกระจายเม็ดสีเมลานิน และทำให้เซลล์ผิวหนังชั้นบนสุดลอกออกเร็วขึ้น ใช้รักษาฝ้าได้ผลดี แต่การใช้ยาตัวนี้เป็นเวลานานจะทำให้หน้าบาง แดง ระคายเคือง และไวต่อแสงแดดได้
  3. ยาทาคอร์ติโคสเตียรอยด์ ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีของเซลล์สร้างสีทำให้ฝ้าจางได้เช่นกัน แต่การใช้คอร์ติโคสเตียรอยด์เป็นเวลานานจะทำให้หน้าบาง แดง มีสิวขึ้นได้

สำหรับ “กระ” เรามักสบสนกับ “ฝ้า” เสมอมา “กระ” นั้นจะมีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลเข้มเล็ก ๆ เห็นขอบชัดเจนบางครั้งอาจสับสนกับ “ขี้แมลงวัน” ซึ่งเกิดบริเวณใบหน้า ซึ่ง “ขี้แมลงวัน” จะมีลักษณะดำเข้ม กลม ขอบเขตชัดเจน และอาจนูนเล็กน้อย จากบริเวณผิว “ขี้แมลงวัน” จะไม่เข้มขึ้นเมื่อถูกแดดแต่“กระ” จะเข้มขึ้น และเพิ่มจำนวนขึ้นเมื่อถูกแดด “กระ” มักจะเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม และมักพบในคนผิวขาวมากกว่าคนผิวคล้ำ “กระ” ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นบริเวณใบหน้า โดยไม่มีอันตราย
 ญานิน-ฝ้า-กระ
ปานโฮริ (Nevus of Hori)
กระลึกโฮริ (ปานโฮริ) มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลเทา ๆ เห็นเป็นเงาลึก ๆ ขอบเขตไม่ชัดเจน ส่วนใหญ่อยู่บริเวณโหนกแก้ม 2 ข้าง ซึ่งกระโฮริ (ปานโฮริ) เป็นกระที่พบมากในผิวคนเอเชียร้อยละ 20-30 แต่ส่วนใหญ่จะไม่ทราบว่า ตัวเองเป็นปานโฮริ มักจะคิดว่า ตัวเองเป็น “ฝ้า” ซะมากกว่า กระชนิดนี้ไม่ตอบสนองต่อครีม หรือเซรั่มทาฝ้าใด ๆ ทั้งสิ้น เนื่องจาก เกิดขึ้นในชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) สามารถรักษาด้วย Q-switched Nd-YAG laser การวินิจฉัยแยกระหว่างฝ้าและปานโฮริ ต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญช่วยในวินิจฉัยเท่านั้น

โดยหลักการแล้ว การที่จะทำให้ฝ้า กระ หรือรอยดำ จางลงนั้น มี 2 วิธี คือ
  1. ใช้ครีม ยาทาเพื่อให้ฝ้า กระ หรือรอยดำจางลง วิธีนี้ใช้เวลานานเป็นเดือน ๆ แล้วแต่การตอบสนองของผิวหนังแต่ละคน ซึ่งจะมีการตอบสนองที่แตกต่างกันไป บางรายก็จะดีขึ้นเร็ว บางรายอาจจะค่อย ๆ ดีขึ้น
  1. การทำทรีทเม้นต์ ได้แก่ AHA ทรีทเม้นต์ lontophoresis, การลอกหน้าด้วยกรดผลไม้ การกรอขัดผิว (Microdermabrasion), Mesotherapy ซึ่งถ้าทำทรีทเม้นต์ร่วมกับการใช้ครีม ยาจะทำให้รอยดำ ฝ้า กระ จางลงเร็วขึ้น ทำให้หน้าขาวใสมากขึ้น

อนึ่ง ถ้าพยายามป้องกันสาเหตุดังกล่าวแล้ว ก็ไม่ทำให้ฝ้า กระ หรือรอยดำเข้มขึ้น เช่น ใช้ยาฉีดหรือวิธีอื่นในการคุมกำเนิด หรือโดยการหลีกเลี่ยงการรับประทานยาในการคุมกำเนิด เลือกใช้ยาคุมกำเนิดที่มีผลต่อฝ้า กระน้อยที่สุด และควรหลีกเลี่ยงความเครียด และนอนพักผ่อนให้เพียงพอ และควรทาครีมกันแดดให้ถูกต้อง

โดยสรุปแล้ว ในการรักษาฝ้าที่ถูกต้อง คือ ต้องทาครีม ยาให้สม่ำเสมอและต่อเนื่องจนกว่าฝ้าจะจางลง โดยให้ทาในส่วนที่เป็นฝ้าก่อนนอนทุกคืน เมื่อรอยฝ้าจางหายไปแล้วให้ทาสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ้าเกิดขึ้นได้อีก นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาการรักษาฝ้า โดยการใช้สารเคมีอื่นๆ  เช่น กรดโคจิก กรดอะเซลิอิก เป็นต้น

นวพร เอี่ยมธีระกุล

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

8 วิธีหน้าขาวใส 8 วันขาวใสไร้สิว



8 วิธีหน้าขาวใส 8 วันขาวใสไร้สิว




สุดยอดแห่งผิวหน้าที่คุณสาว ๆ ใฝ่ฝันอยากจะครอบครอง คือ ผิวขาวกระจ่างใส มีออร่า แลดูเปล่งประกาย ดุจดั่งไข่มุกสีน้ำนม สำหรับคุณสาวๆ แล้ว ใบหน้าที่ขาวใสเนียนสวยเป็นธรรมชาติ จะเป็นการช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับตนเอง ทั้งยังเป็นการช่วยเสริมเสน่ห์ให้กับตัวคุณสาว ๆ ให้มีความรู้สึกที่มั่นใจเวลาที่ต้องออกไปนอกบ้าน หรือต้องเข้าสังคม และซึ่งในทางตรงกันข้าม ถ้าหากใบหน้าเต็มไปด้วย สิว ริ้วรอย และความหมองคล้ำ ความมั่นใจในตัวเองของคุณสาว ๆ ก็จะพลอยหายวับไปพร้อมกับจำนวนปัญหาริ้วรอยเหล่านั้นอีกด้วย

ในวันนี้ คุณสาว ๆ ที่ไม่อยากให้หน้าขาวใสเนียนสวยเป็นธรรมชาติกลายเป็นอดีต ขอแนะนำ 8 สูตรผิวขาวสวยใสไร้สิว 

1. แอปเปิ้ลเขียว ไม่ปลอกเปลือกครึ่งผล นมสด นำส่วนผสมทั้งอย่างมาปั่นรวมกัน พอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง จะทำให้หน้าขาวเนียนสวยใส เพิ่มความชุ่มชื้น และยังช่วยลดริ้วรอย

2.  แอปเปิ้ลเขียวไม่ปลอกเปลือกครึ่งผลมาปั่น น้ำมะนาว1 ช้อนชาคนให้เข้ากัน แล้วพอกชโลมให้ทั่ว เว้นบริเวณรอบดวงตาไว้ ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง จะทำให้หน้าขาวเนียนสวยใส ลดจุดด่างดำ และยังช่วยลดริ้วรอย

3.  น้ำผึ้ง ไข่ขาว มะนาวอย่าง ละ 1 ช้อนโต๊ะผสมให้เข้ากัน ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น หรือใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบให้ทั่วใบหน้า นำส่วนผสมมาพอกให้ทั่วใบหน้าประมาณ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็นจัด และทาโลชั่นในทันที แนะนำให้ทำวันเว้นวัน จะทำให้หน้าคุณสาว ๆ ขาวใสไร้สิว และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหน้า

4.  น้ำมะขามเปียก น้ำผึ้ง ขมิ้น นมสด ผสมเข้าด้วยกัน นำมานวดหน้าและพอกหน้าทิ้งไว้ ควรทำอย่างน้อย 2 -3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะทำให้เซลล์ที่ตายแล้ว สิวเสี้ยนเม็ดเล็กเม็ดน้อยจะหลุดติดออกมา เห็นหน้านวลขาวใส เนียนนุ่ม

5.  แป้งดินสอพอง ขมิ้น ไพร มะขามเปียก ผสมเข้าด้วยกัน พอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง สูตรนี้จะทำให้หน้าขาวใสกรี๊ก

6. ขิงแก่ฝานบาง ๆ แนะนำให้ฝานตามยาว สาว ๆ อยากให้จุดไหนใสมีสีชมพูก็ปาดบริเวณนั้นทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที ซึ่งผิวบริเวณนั้นจะรู้สึกร้อน ๆ ตึง ๆ จะทำให้หน้าใสปิ๊ง อมชมพู

7.    น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ มะขามเปียก ผสมเป็นเนื้อเดียวกัน ให้ข้นมาก ๆ พอกหน้าทิ้งไว้ จะรู้สึกยิบ ๆ ที่ใบหน้า พอกทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง จะช่วยขจัดสิวเสี้ยน ผิวหน้านวลเนียนขาวใส

8.   โยเกิร์ต 1 ถ้วย เกลือป่นละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน ชโลมให้ทั่วใบหน้า แล้วขัด ๆ ถู ๆ ให้ทั่ว ขัด 5 นาที ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที แล้วล้างออก ทำอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ช่วยขัดเซลล์ที่ตายแล้ว สิวเสี้ยนจะหลุดออก ทำให้หน้าขาวใส และยังช่วยลดริ้วรอย

จะดีกว่าไหม ????
ถ้าคุณสาว ๆ สามารถดูแลผิวขาวใสเนียนสวย ได้ง่าย ๆ ด้วยตนเองในทุก ๆ วัน

รายละเอียดเพิ่มเติม : ขาวใสไร้สิว 

นวพร เอี่ยมธีระกุล

วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2558

ผิวกระชับ แลดูอ่อนเยาว์ และผิวขาวสวยจากธรรมชาติด้วย "แอปเปิ้ล"


ผิวกระชับ แลดูอ่อนเยาว์และผิวขาวสวยจากธรรมชาติด้วย “แอปเปิ้ล”


แอปเปิ้ลครีมทาผิวขาวญานิน
ทาน “แอปเปิ้ล” วันละผล เสริมสุขภาพกายเพื่อสุขภาพผิวขาวใส กระชับ

“แอปเปิ้ล” อุดมไปด้วย วิตามินซี และหลายชนิดมีประโยชน์ต่อผิว และยังช่วยในเรื่องสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ที่ทำให้ผิวสดชื่น ป้องกันริ้วรอยก่อนวัย ซึ่งในปัจจุบันมีการนำสารสกัดจากผลแอปเปิ้ล ใช้ในครีมบำรุงผิวหน้าครีมทาผิวขาว ซึ่งแอปเปิ้ลมีคุณสมบัติช่วยการเปลี่ยนสีผิว และบำรุงผิวให้ขาวใสเนียน และยังส่งผลให้ผิวกระชับ ริ้วรอยดูลดเลือน แลดูอ่อนเยาว์ขึ้น

สาร AHA ที่เรารู้จักกันมานานแสนนาน ตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณแล้ว โดยเฉพาะผู้หญิงทางตะวันตกได้มีการนำไวน์เก่ามาทาผิว เพื่อรักษาผิวพรรณ บางครั้งก็ใช้ผลองุ่น แตงกวาหรือมะเขือเทศมาทาบริเวณใบหน้า ซึ่งจากการศึกษา พบว่า สารที่เป็นตัวออกฤทธิ์ คือ AHA จึงเป็นที่มาของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ครีมบำรุงผิว ครีมทาผิวขาวต่างๆ ของญานิน

ในวงการเวชสำอาง เครื่องสำอางจึงได้มีการพัฒนาโดยเติมสาร AHA นี้ลงในเครื่องสำอาง โดยมีวัตถุประสงค์ทำให้ผิวพรรณดูอ่อนนุ่ม ลดริ้วรอยเหี่ยวย่นซึ่งกลไกการออกฤทธิ์ของ AHA นั้น เชื่อว่าเป็นตัวการสำคัญในการควบคุมสมดุลของความชุ่มชื้นของผิวให้เป็นปกติ ซึ่งโดยปกติผิวหนังจะมีกลไกควบคุมสมดุลของความชุ่มชื้น และถ้าความสมดุลเหล่านี้เสียไปก็จะเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น

นอกจากนี้ คนเราจะมีการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวเฉลี่ยทุก 28 วัน เพื่อให้ได้เซลล์ผิวใหม่ แต่เมื่อคนเราอายุมากขึ้น กระบวนการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวจะช้าลง สาร AHA จะช่วยกระบวนการนี้โดยกระตุ้นเซลล์ที่ตายแล้วแต่ยังจับกันแน่นให้หลุดออก ทำให้มีการสร้างเซลล์ใหม่ทดแทน ทำให้ผิวหน้าดูขาวใส สดใส และยังช่วยรักษาสิวเสี้ยน โดยช่วยขจัดสิ่งคั่งค้างในรูขุมขน ทำให้สิ่งคั่งค้างซึ่งอุดตันหลุดออกไป ส่งผลให้รูขุมขนมีขนาดเล็กลง สิวเสี้ยนจึงมีปริมาณลดลงและช่วยกักเก็บน้ำ ทำให้ผิวชุ่มชื้น และช่วยให้มีการลอกหลุดของเซลล์ในชั้นหนังกำพร้า จึงสามารถรักษาโรคขนคุด โรคหูด และยังสามารถเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจน และองค์ประกอบในหนังแท้ จึงสามารถนำมารักษาแผลเป็นตื้น ๆ ได้ ดังนั้น จึงเป็นที่ยอมรับกันในปัจจุบันว่า AHA เป็นสารที่มีคุณสมบัติช่วยชะลอความชราได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบัน บริษัทเครื่องสำอางได้ผสม AHA ลงไปในผลิตภัณฑ์เพื่อสนองความต้องการในคนกลัวแก่ โดยใช้ความเข้มข้นของกรดต่ำ ประมาณร้อยละ ๔-๖ ซึ่งเวลาใช้ควรพิจารณาสักนิดว่า สาระสำคัญที่ใช้ในเครื่องสำอางที่คุณจะซื้อ คือ สารใด มีประโยชน์และผลข้างเคียงอย่างไร

เครดิตภาพจากอินเตอร์เน็ต